เทศน์พระ

ปิดหู

๒๘ มี.ค. ๒๕๖๘

ปิดหู

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นสมมุติของเรา เรายังฟังกันโดยความเป็นสมมุติไง นึกคิดเอา จินตนาการเอาโดยความเข้าใจของตน ไม่ใช่สัจจะความจริง

สัจจะความจริงนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม โอวาทปาฏิโมกข์ วันมาฆบูชา พระอรหันต์นั่นของจริงหมด พระอรหันต์กับพระอรหันต์ เวลาแสดงธรรมขึ้นมา แสดงธรรม พระอรหันต์คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมให้พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ฟัง โกหกกันได้อย่างไร ผู้รู้กับผู้รู้ด้วยกัน

ไอ้เราสมมุติทั้งนั้นน่ะ ปุถุชนคนหนา กิเลสตัณหาความทะยานอยากครอบงำหัวใจของตน

เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้มาบวชพระ บวชพระนะ มีเจตนาที่ดีงาม ได้มาเป็นพระประพฤติปฏิบัติ เวลาเป็นประพฤติปฏิบัติขึ้นมาโดยสัจจะโดยความจริง

โดยทางโลก เวลาเขาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกันนะ เขาไม่กล้าทำ เขาบอกไม่มีครูไม่มีอาจารย์เดี๋ยวจะเป็นบ้า มาบวชพระๆ บวชพระมันก็ต้องศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยภาคปริยัติคือทฤษฎีก่อน กลัวว่าประพฤติปฏิบัติไปแล้วมันจะหลงใหล แล้วเวลามาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ มันก็จินตนาการตามกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันต้องการ มันเลยเป็นสมมุติไง มันเลยเป็นกิเลสไง มันเลยไม่เป็นธรรมไง

เวลาเป็นธรรมๆ ขึ้นมา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ สังโยชน์ขาดเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคล ๔ คู่ บุคคล ๔ คู่ อกุปปธรรม

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เราก็สาธุ เราก็เชื่อ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เพราะถ้าไม่เห็นความเป็นไตรลักษณ์ ไม่เห็นอนัตตา มันจะเกิดขณะนิโรธดับทุกข์ได้อย่างไร

ถ้ามันนิโรธ มันดับทุกข์ มันถึงว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ทำไมจะไม่รู้ ก็นั่นน่ะไตรลักษณ์ นั่นคืออนัตตา อนัตตานี้ใครเป็นคนเห็น แล้วเห็นอย่างไร แล้วเห็นจริงขนาดไหน

ถ้ามันเป็นจริงไง นั่นล่ะสัจธรรมอันนั้นเป็นความจริง อกุปปธรรมๆ พ้นจาก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา พ้นจากการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป พ้นจากสมมุติ พ้นจากบ้าบอคอแตกนี่ พ้นจากเรื่องบ้าๆ ถ้ามันเป็นความจริงไง ถ้ามันไม่จริงมันก็บ้าอยู่นั่นน่ะ แล้วก็บ้าเรื่อยไป

นี่มันบ้า มันไม่บ้าธรรมดานะ มันบ้าแล้วมันย่ำยีตนเองนั่นแหละ แล้วย่ำยีตนเองแล้วมันกระทบกระเทือนคนอื่นไปทั้งหมดน่ะ

ถ้ามันไม่ย่ำยีตนเอง มันจะก้าวข้ามได้อย่างไร ธรรมและวินัยเป็นศาสดา ถ้าเป็นศาสดา ข้อวัตรปฏิบัตินั่นล่ะตัวธรรม นั่นล่ะคือตัวศาสดา มันจะก้าวข้ามไปได้อย่างไร มันจะเหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรมได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้

ไอ้นี่เต็มตีนเลยนะ ย่ำยีบีฑาอยู่นั่นน่ะ “แสดงธรรมๆ” มันเป็นไปได้อย่างไร

เพราะถ้ามันเป็นไปได้ มันก็นี่ไง เป็นสมมุติ สมมุติขึ้น แล้วตัวเองก็ปิดหูไง ไม่ยอมรับความจริงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ฟังใครทั้งสิ้น ให้กิเลสมันย่ำยี เพราะมันปิดหู เพราะปิดหูแล้วอยู่ในโลกของตนเองไง อยู่ในโลกของตัวมีความสุขไง หลงใหลได้ปลื้ม แล้วย่ำยีบีฑาโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันมีความจริงมาจากไหน มัวเมาทั้งนั้นน่ะ ธรรมเมา

ดูสิ โดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติในทางโลกนะ ผู้ที่เขาเดือดร้อนจากไอ้พวกคลั่งยา เขาบอกว่า ทำไมรัฐบาลปล่อยให้ยาบ้ามันกระจายไปทั่วประเทศ ทำไมยาบ้ามันไปทั่วทุกซอกทุกมุม ยาบ้าขายดียิ่งกว่าทอฟฟี่ ของฟรีๆ แจกฟรีเลยนะ เพราะมันมีกลาดเกลื่อนไปหมด ทำไมรัฐบาลปล่อยอย่างนี้ เวลามันคลั่งน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ปิดหู แล้วก็มัวเมา ธรรมเมา เมาเอาตามความพอใจของตน มีความสุข นี่ไง กิเลสย่ำยีบีฑาไม่รู้จักไง มันไม่มีวาสนาไง

คนมีวาสนานะ เขาตรวจสอบของเขา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหกปี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านค้นคว้ามาขนาดไหน

เราชื่นชม แล้วเราพูดทุกวัน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เพราะว่าถ้าไม่มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น คิดดูสิ เริ่มต้นนะ หลวงปู่มั่นท่านออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สมาธิก็ทำลงไม่ได้ เวลากิเลสมันย่ำยีบีฑา ทั้งๆ ที่คนมีวาสนาขนาดนั้นน่ะ

เพราะมีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์เห็นท่ามันไม่เป็นปกติแล้วล่ะ พาออกวิเวก พาออกจากสังคม พาออกจากสิ่งที่ว่ามันคุ้นชินกับกิเลสไง แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง จนตั้งตัวขึ้นมาได้ จนพอเราตั้งตัวขึ้นมาได้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงแยกออกจากกัน พอแยกออกจากกัน เพราะอะไร เพราะต่างคนต่างมีลูกศิษย์ลูกหาของตน แล้วจริตนิสัยก็ไม่เหมือนกันไง

เวลาหลวงปู่เสาร์ท่านนุ่มนวลอ่อนหวาน ใครเห็นแล้วเชิดชูบูชาไง แต่หลวงปู่มั่นท่านเป็นนักปราชญ์ ท่านฉะฉาน ท่านองอาจกล้าหาญ นั่นน่ะเพราะอะไร เพราะว่าจะเผชิญกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตนไง

คนที่มีวาสนานะ เขาล้มลุกคลุกคลาน มันล้มลุกคลุกคลาน เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูด

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของตน”

กิเลสในใจของตัวเองสำคัญที่สุด ไอ้ทิฏฐิมานะอันนั้นน่ะยิ่งเลวร้ายที่สุด ไอ้ทิฏฐิมานะทำลายตนที่สุด แล้วทำลายตน เบียดเบียนตนแล้วไม่รู้จัก ไปเบียดเบียนคนอื่นอีก ไปทำลายคนอื่นทั้งสิ้นไง ทำลายคนอื่นมันเดือดร้อนกันไปทั้งสิ้นไง เพราะการทำลาย ทำลายโดยความมืดบอดไง เพราะมันปิดหู ปิดหู

เวลาเสียงนะ ดูเสียงสิ เสียง เวลาชมรมนกเขา เขาแข่งขันนะ นกหัวจุกเขาขันแข่งกัน รางวัลเป็นล้านๆ เสียงน่ะ

ช้างนะ เวลามันส่งคลื่นต่อกัน เราไม่ได้ยิน มันเป็นกิโลๆ นะ เสียงที่มันสื่อสารกัน

ไอ้เรามันมืดบอด มืดบอดด้วยกิเลสมันปิดบัง ด้วยทิฏฐิมานะ ด้วยความเห็นผิด มันปิดหู ไม่ได้รู้ได้เห็นสิ่งใด ไม่มีสิ่งใดสะเทือนหัวใจ ไม่มีสิ่งใดให้มันตื่นตัวขึ้นมาเลยนะ มันหลับใหล หลับใหลไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติไง มันน่ากลัวที่สุด เลวร้ายที่สุด จะทำอย่างไรมันก็ฟื้นขึ้นมาไม่ได้ๆ แล้วฟื้นขึ้นมาไม่ได้

ดูสิ เวลาหลอน แม่มันก็ฆ่า พ่อมันก็ฆ่า ปู่มันก็ฆ่า ยายมันก็ฆ่า มันฆ่าหมดน่ะ เวลามันหลอน “พระเจ้าสั่งให้ฆ่า พระเจ้าสั่งให้กำจัด” สิ่งที่ดีงามเวลามันหลอน อย่างนั้นหรือชำระล้างกิเลส

ชำระล้างกิเลส มึงต้องรู้จักปู่ย่าตายาย กตัญญูกตเวที ไม่มีปู่ไม่มีย่าก็ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีพ่อไม่มีแม่ มึงก็ไม่ได้เกิด แล้วมึงเกิดมามึงไปหลอนยาเอง แล้วมึงฆ่าเขาทั้งหมดเลย “พระเจ้าสั่งให้ฆ่า เขาสั่งให้ฆ่า” นี่มันเลวร้ายขนาดนั้นน่ะ

ไอ้นี่คุณงามความดีของตัวเองไม่มีเหลือ เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแสดงธรรม กฎกติกาอะไรไม่สนใจ เรื่องของพวกมึง กูกำลังจะมายิ่งใหญ่นะ กูกำลังจะมายิ่งใหญ่นะ พวกมึงเซอะเซ่อโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่รู้จัก

เวลามันปิดหูไง ปิดทั้งหมดไง ปิดแล้วก็จินตนาการของมันไปไง แต่ความลับไม่มีในโลก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เอง ความลับไม่มีในโลก กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เอ็งทำสิ่งใดมา กรรมทั้งนั้นน่ะ กรรมคือการกระทำ ที่เอ็งทำคือกรรม พอเป็นกรรมแล้วมันก็บีบบี้สีไฟหัวใจของตนมากขึ้นไป ทำซ้ำทำซากจนมึนชา หลอน เวลาหลอนขึ้นมา “โอ๋ย! ไม่มีใครคิดถึงเราเลย ไม่มีใครสงสารเรา”

เขาดูแลมึงมาตั้งแต่เกิด เกิดมาพ่อแม่ไม่เลี้ยงมา มึงโตมาได้อย่างไร พ่อแม่ไม่เลี้ยงโตมา ส่งเสียมีการศึกษามาได้อย่างไร แล้วสิ่งที่มึงทำๆ มึงยังโทษชี้เขาไปไม่มีใครดีเลย เว้นแต่ไอ้พวกปิดหูนั่นแหละว่ามันเก่ง นี่เวลาฟังธรรมๆ มันไม่เข้าใจไง

มันอยู่ที่วาสนา วาสนาของคน อำนาจวาสนาของคนนะ เวลาถ้ามันปิดหูแล้วมันก็จบของมันน่ะ นี่มันย่ำยีบีฑาหัวใจดวงนั้น แล้วย่ำยีบีฑาหัวใจดวงนั้นมันก็อยู่ที่วาสนาไง อยู่ที่จริตนิสัยไง

ถ้าคนที่เป็นธรรม พอสิ่งใดที่มันฝืน มันผิดปกติ เขารับรู้ได้ มันสั่นไหวกลางหัวใจ แต่ถ้าไอ้ทิฏฐิมานะมันย่ำยีนั่นน่ะ มันว่าถูกต้องชอบธรรมไง แล้วยิ่งใหญ่ไง แล้วสิ่งที่ว่ากิเลสในหัวใจของตนไง กิเลสมันบังเงา “เป็นธรรมๆๆ”

ธรรมของใครวะ

คนที่เขาเป็นธรรมเขามี คนที่เขาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมามี

ดูสังคมสิ อาหารที่มันถูกต้องชอบธรรม ที่ไหนมันดีงาม เขาขับรถไปกินทั้งนั้นน่ะ ที่ไหนที่ที่มันเลื่องลือ เขาไปหมด เขาดั้นด้นกันไปนะ ถ้าที่ไหนมันดีจริง โลกเขารับรู้ได้ คนเขารู้ของเขาได้

ที่ไหนที่มันฉ้อมันโกง มันคดมันโกง เวลากุ้ง มันก็ใส่แต่ตะกั่วอย่างนี้ เวลาสิ่งใดมันให้มีน้ำหนักเยอะๆ อย่างนี้ มันจะคดมันจะโกง มันทำได้หนเดียวเท่านั้นแหละ เดี๋ยวนี้ลงในเว็บไซต์จบเลย เขารับรู้แล้วไม่มีใครมองอีกเลย เพราะอะไร เพราะอยากได้อยากดีนั่นไง อยากย่ำอยากยีเขาไง อยากจะเอาผลประโยชน์ไง

ว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

สิ่งต่างๆ ที่เขาทำของเขา ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เอ็งอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่โคนต้นโพธิ์นั่นน่ะ

ดูสิ เวลาคนเขาแสวงหาไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นอยู่ในป่าในเขาของท่าน ไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อใดๆ เลย แม้แต่เข้าไปแล้วท่านยังหลีกเร้นเลย ทำไมคนเขาเข้าไปล่ะ เขาเข้าไปก็เพราะว่าใจเขาเป็นธรรมไง แต่ถ้าผู้ที่เป็นธรรมๆ

เขามาย่ำยี เขามาเชิดชูบูชาไอ้ของบ้าบอคอแตกอย่างนี้หรือ มันไม่เห็นมีอะไรมีคุณค่าเลย โลกมีทั้งโลก ที่ไหนก็มี

ศีล สมาธิ ปัญญา ศึกษามาก็มีแต่ชื่อ ปิดหู อยู่ในถ้ำ แล้วก็ตัวเองยิ่งใหญ่ กิเลสในใจมันร้ายกาจนัก แล้วมันก็ทำลายตัวเองนั่นน่ะ ทำลายแล้วยังไม่พอ ยังเดือดร้อนไปหมด รอบข้างเดือดร้อนกันไปหมดล่ะ

เวลาคนที่เป็นธรรมนะ ธรรมทำให้ใครเดือดร้อนวะ ธรรมนะ ทำให้กิเลสเดือดร้อน ไอ้ทิฏฐิมานะนั่นน่ะ ไอ้ความเห็นผิดมันจะเดือดร้อน เดือดร้อนเพราะมึงหน้ามืดตามัว มึงเดือดร้อน พอมึงเดือดร้อนขึ้นมา เริ่มเห็นสัจจะความจริง ถ้ามันเป็นความจริงไปได้ มันจะวาง มันจะเริ่มต้นไง

สุภัททะ ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผล ไอ้ที่ว่าศาสนาโน้นก็ยอด ศาสนานี้ก็เยี่ยม ไอ้ที่ว่าชื่นชมกันมานั่นน่ะ นั่นล่ะมันไม่มีมรรค มันเป็นไปไม่ได้หรอก

ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา บวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติ ถ้ามันไม่เป็นมรรค มันก็เป็นมาร มันก็เป็นกิเลส มันก็เป็นทิฏฐิมานะ ตัวเองก็เร่าร้อน หลอนเชียว หลอนอยู่อย่างนั้นน่ะ ดิ้นรนอยู่อย่างนั้นน่ะ นิ่งไม่ได้

เวลาหลอน “พระเจ้าสั่งให้ฆ่า” ปู่ย่าตายายมันทำลายหมด มันฆ่าหมด ของในบ้านมันเอาไปขายหมด มันจะไปซื้อยา

นี่ก็เหมือนกัน หลอนไปหมด เดือดร้อนกันไปหมด ใครเข้ามาแล้ววุ่นวายไปหมด จะครอบงำเขาทั้งสิ้น มึงจะบ้า

แต่คนเป็นธรรมเขาไม่ทำนะ แล้วเขาสังเวชด้วย เขาทั้งสังเวช เขาทั้งขยะแขยง

หลวงตาท่านสอนประจำ ขี้อย่าไปเขี่ยมัน ชาติชั่วอย่าไปยุ่งกับมัน

แต่ชาติชั่วมันต้องอยู่ในสังคมของชาติชั่ว

ชาติดีไง ชาติดี เขาเชิดชูบูชากัน มีอะไรขาดเหลือขาดแคลนเขาดูแลกัน ดูแลกันนะ เพราะการประพฤติปฏิบัติมันสุดวิสัย ถ้าทำได้ก็สาธุ ถ้าทำไม่ได้ก็พยายามของตน พยายามทำของตน ชั่วไม่ทำ

เพราะชั่วนั่นน่ะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ยิ่งชั่ว มันก็จะออกไปในความชั่วร้าย แล้วออกไปความชั่วร้ายจนเป็นจริตเป็นนิสัย มันเข้าไปสู่ความดีไม่ได้ แล้วมันคัดค้านความดีนั้น ความดีนั้นจะเข้ามาสู่เราไม่ได้ แล้วมันขัดมันแย้ง แล้วเลวร้ายมากนะ มีเยอะมาก เห็นคนอื่นทำดีไม่ได้

มีลูกศิษย์หลวงตาอยู่เมืองจันท์ พอเขากลับใจได้ ไปเล่าให้หลวงตาฟังไง

เขาชวนไปวัด คนเขาจะทำคุณงามความดีเขามาชวน คิดจะฆ่าเขานะ ว่าเขาดูถูกดูแคลน แค่เขาชวนไปวัด คิดจะฆ่าเขาเลย

เวลาใจมันเลวทรามแล้ว มันเลวทรามจนพูดความดีให้ข้าฟังไม่ได้ ข้าจะจัดการให้จบ ถ้ามันย้ำคิดย้ำทำการกระทำไป มันก็จะลงไปสู่ตรงนั้นน่ะ ลงไปสู่ความที่ว่า ความดีไม่ต้องพูดกัน กูจะเอาแต่ใจกูนี่แหละ แล้วกูว่ากูถูกต้องด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า

ธรรมะพระพุทธเจ้านะ แต่ข้อเท็จจริงมันไม่มี ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ แล้วข้อเท็จจริงปฏิเสธด้วย แล้วเขาทำอยู่ก็ไปขวางเขาด้วย แล้วเขาทำอยู่ก็ไปบิดไปเบือนเขาอีกต่างหาก ไอ้พวกปิดหูน่ะ

แต่ถ้าเขาไม่ปิดหูนะ รู้ทั้งรู้ทั้งเห็น สัตว์มันยังรู้ความดีความชั่ว สัตว์มันยังรู้ถูกต้องชอบธรรม นี่เป็นคน บวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติเสียด้วย แล้วจะมีธรรมะอีกต่างหากนะ

ธรรมะมันมาจากไหน

ธรรมะนะ ธรรมะจากธรรมและวินัย ศาสดาของเรา พระไตรปิฎก จารึกกันมาสองพันกว่าปี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็สืบค้นค้นคว้ามาจากพระไตรปิฎก ศึกษาค้นคว้ามา กิเลสมันบิดมันเบือน มันไม่เข้าใจ เจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นที่ปรึกษา

เจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นนักปราชญ์ เวลาวางการศึกษาตั้งแต่สมเด็จสมณเจ้า แล้วเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็เป็นมือเป็นเท้าของสมเด็จสมณเจ้า วางการศึกษา พอวางการศึกษา มันจะรู้จะเห็นสังคมไง

สังคมที่ดีงามเขาเชิดชูบูชา เขาทำแล้วมันสะดวกง่ายดาย สังคมที่มันขัดมันแย้งก็ต้องหาหนทางที่ทำให้เขามีการศึกษาให้ได้ ทั้งๆ ที่เราจะทำให้เขาฉลาดนะ ทั้งๆ ที่เราจะให้เขามีการศึกษา แต่เขาต่อต้าน เขาไม่เห็นด้วย เขาขัดแข็งขัดขา ก็ต้องมีอุบาย กุศโลบาย ทำสิ่งใดให้มันผ่านพ้นไป

แล้วเวลาตัวเองศึกษาแล้วมีสติมีปัญญาก็อยากจะฝึกหัดไง ด้วยวาสนานะ ทางภาคปริยัติ ทางธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิเคราะห์วิจัยเรื่องศาสนา เรื่องพระพุทธเจ้า ธรรมและวินัย เรื่องของศาสดา ก็ฝึกหัดปฏิบัติของท่านไปด้วยอำนาจวาสนา

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ปฏิบัติของท่าน ปฏิบัติขนาดไหน ไปศึกษาค้นหาครูบาอาจารย์ที่จะชี้ทางมันก็ไม่มี ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเข้าใจจะมากจะน้อยนี่ภาคปริยัติไง ปฏิภาณไหวพริบของแต่ละบุคคลมันไม่เท่ากันไง

มาศึกษา มาปรึกษา มาค้นคว้ากันในหมู่นักปราชญ์ราชบัณฑิตที่เห็นควรกระทำที่สิ่งที่ดีงามไง สิ่งใดที่เห็นขัดเห็นแย้ง วางไว้ สิ่งใดที่ไม่ถูกไม่ต้อง พยายามหลีกลี้มัน จะเอาความจริงๆ ขึ้นมา เวลาเป็นจริงขึ้นมา พอจิตมันสงบ จิตมันลง

มันลงในอะไร

พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง

ถ้ามันไม่ปิดหู ไม่มุดอยู่ในถ้ำ อยู่ในคูหา ให้มารมันครอบงำ แล้วก็ทิฏฐิมานะ แล้วก็ทำลายตนเองโดยหูตาขวางไง

ไอ้พวกหลอนน่ะ “พระเจ้าสั่งให้ฆ่า” ปู่ย่าตายายมันฆ่าหมดน่ะ

ไอ้นี่ของเราเหมือนกัน เราบวชเป็นพระ อุปัชฌาย์อาจารย์ไง ธรรมและวินัยเป็นศาสดาไง ศีล สมาธิ ปัญญา

ถ้าศีล ศีลคือความปกติของใจ ศีล ข้อห้ามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้อห้ามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคารพบูชา มันก็หลบก็หลีก ไม่ให้มีการกระทำไง

ไอ้นี่มันฝ่ามันฝืน มันเหยียบมันย่ำ มันทำลาย พระปฏิบัตินะ เต็มฝ่าเท้าเลยนะ แล้วมิจฉา สัมมา อะไรเป็นมิจฉา เป็นสัมมา ก็มันมิจฉามาตั้งแต่ต้น มันเห็นผิดมาตลอด

ถ้ามันไม่เห็นผิด สัมมาสมาธินะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี พอจิตมันสงบ มันมีความสุขของมัน ความสุขนี้ได้แต่ใดมา

ได้มาจากการขวนขวาย จากการมีศีล จากการหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ จากใช้ปัญญาอบรมสมาธิ

แล้วถ้ามันฝืน มันดิ้น มันรน ถ้ามันไม่ลง มันเพราะอะไร

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านตรวจสอบมาตลอด ถ้ามันผิดปกติ เอ๊ะ! ศีลเราเป็นอย่างไร เราได้มุสาที่ไหน เราได้ขัดได้แย้งอะไรมา ทบทวนนะ ตั้งแต่ตื่นนอนมาคิดอะไร คิดด้วยความเป็นโทษหรือไม่ คิดอย่างไรที่มันผิดหรือมันถูก

นี่แค่ทำความสงบนะ แค่จะทำสมาธินี่แหละ

แล้วเวลาสมาธิก็ลงไม่ได้ ร้อนเป็นไฟ อะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง มันเกิดจากอะไรล่ะ

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ถ้ามันสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วเวลาชำนาญในวสี เพราะสมาธิมันเกิดจากอะไร เกิดจากบริกรรม สมาธิเกิดจากการกระทำ สมาธิเกิดจากสติ แล้วถ้ามันลงได้เป็นสัจจะความจริง เออ! สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี

ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็นหรอก ยังไม่ได้หรอก

กว่ามันจะได้ โอ๋ย! มันมีมาตรฐานของมัน อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น

เวลาหลวงปู่มั่น เวลาธรรมทายาทๆ “หมู่คณะจำไว้นะ ท่านขาวได้สนทนาธรรมกับเราแล้ว”

นี่เวลาสนทนาไง คือตรวจสอบ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น

เวลาหลวงตาพระมหาบัวไปหาหลวงปู่แหวนนั่นน่ะ มหา มหามีอะไรค้านมา

“ผมหาฟังธรรมะอย่างนี้

อย่างนี้ค้านที่ไหน มันอันเดียวกัน ค้านที่ไหน แต่ถ้ายังไม่ได้แสดงออกมันไม่รู้ เวลาถ้ามันรู้ มันจะมีอะไรค้าน มันจะไปค้านที่ไหน

เวลาปิดหูนะ “ของเราเป็นอย่างนี้ ของท่านเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวมันก็เป็นอันเดียวกัน มันจะเหมือนกัน”

มันจะปล้น มันกำลังจะปล้น เห็นไหม เวลานักล่ามันจะล่า มันจะหาเหยื่อ มันจะหาผลประโยชน์ของมันไง

ผลประโยชน์นะ สิ่งที่ได้มา คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ไง แต่เวลาครูบาอาจารย์ นั่นน่ะโทษทั้งนั้นน่ะ

หลวงตาท่านสอนประจำ ที่คลุกคลีก็ไม่ดี หมู่คณะ เวลาที่คลุกคลี ที่สุมหัว นั่นน่ะเป็นหนทางของความเสื่อมทั้งนั้นน่ะ

เวลาถ้าเป็นธรรมๆ หนทางแห่งความเสื่อม คำว่า หนทางแห่งความเสื่อมเริ่มต้นที่มันจะเสื่อม เริ่มต้นที่มันจะมีปัญหานั่นน่ะ มีปัญหาเพราะเล่นกัน หยอกล้อกัน เพื่อนกัน พูดเหน็บพูดแนม พูดเพื่อว่ามันสนุกไง เวลามันขัดใจกัน สิ่งที่เริ่มต้น นี่ความเสื่อม

เริ่มต้นแห่งความเสื่อม เสื่อมจากตรงนี้แหละ เสื่อมไปเรื่อยๆ เสื่อมไปจนห่างไปนู่น ภาวนาไม่ได้อีกแล้ว ร้อน ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ต้องการให้คนอยู่รอบข้างกูนะ จะต้องให้คนอยู่รอบๆ ข้าง ต้องให้คนเยอะๆ เพราะคนเยอะมันการันตีว่า อืม! กูใช้ได้

แต่ความจริงมันไม่ใช่ ยิ่งรอบข้างนั่นน่ะคือโจร มหาโจรทั้งนั้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแต่ผู้เดียว ครูบาอาจารย์ของเราไปแต่ผู้เดียว สิ่งที่มันจะเป็นจริงเป็นจัง นั่นเป็นบุญเป็นกุศลของเขา เป็นบุญกุศลของเขาเพราะเป็นเนื้อนาบุญของโลก

ไอ้เราเป็นเนื้อนาหรือเป็นเศษเนื้อ

ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมานะ ไอ้พวกปิดหู ธรรมก็มี มันก็ฟังอยู่ แต่มันพลิกแพลงไปตามพระเจ้าสั่งมาฆ่า มันหลอนน่ะ มันหลอนเพราะมันไม่มีสติไม่มีปัญญา

ถ้ามีสติมีปัญญานะ พระที่มีสติมีปัญญา เขาจะรักษาด้วยความชำนาญในวสี ชำนาญในวสีคือชำนาญในการสร้างคุณงามความดี แล้วจะรักษาคุณงามความดีของเรา

แล้วถ้าใครทำเกินหรือเลย เอ๊ะๆๆ ก็ความดีเราก็ทำของเราอยู่นี่ ความดีก็เป็นความดีในปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ความสงบสุขของเรา แล้วจะลากถูลู่ถูกัง เอ๊ะๆๆ จะเอ๊ะๆๆ

ระวังให้ดี อย่าไปร่วมมือกับเขา อย่าร่วมมือกับเขา

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เวลาบวชเป็นพระไง เวลาบวชพระ พ่อแม่ได้ ๑๖ กัป เราบวชคนคนหนึ่งมาค้ำชูพระพุทธศาสนา เวลาบวชไปแล้วอุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่ เป็นหมู่เป็นคณะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม พระนี่สงฆ์ วันนี้ลงอุโบสถ สังฆอุโบสถ สามัคคีอุโบสถ ต้องเป็นคณะสงฆ์

คณะสงฆ์ เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เทวทัตปกครองสงฆ์ ไม่ให้ใครปกครองทั้งสิ้น ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ เพราะสงฆ์แต่ละบุคคลมีจริตมีนิสัย มีอำนาจมีวาสนา ปรึกษาหารือกัน อะไรผิดอะไรถูก ตกลงกันในคณะสงฆ์ เป็นสามีจิกรรม สามัคคีอุโบสถ การลงอุโบสถเป็นฉันทะ เป็นความเห็นร่วมทั้งหมด นี่คณะสงฆ์ ถ้าคณะสงฆ์เขาต้องปรึกษาต้องหารือกันไง การปรึกษา การหารือ ใครจะโง่ ใครฉลาด

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านคัดท่านเลือกของท่าน ธรรมทายาทๆ

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย “หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามาๆ”

หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ล้มลุกคลุกคลานขึ้นมาขนาดไหน หลวงตาพระมหาบัวเวลาศึกษาจนจบเป็นมหา จะหานิพพาน ถ้ามันไม่มีล่ะ เวลาไปหาหลวงปู่มั่นไง

“นิพพานไม่อยู่ในตำรา ไม่อยู่ที่ไหนทั้งสิ้น อยู่ในหัวใจของคน”

แล้วเวลาท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา

นี่เวลาหลวงปู่มั่นท่านคัด ท่านเลือก ท่านแยกของท่านขึ้นมา มันจะไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งสิ้น ทั้งหมดทั้งสิ้น มันจะหาที่ไหน มันจะดีไปหมด มันหาที่ไหน

แม้แต่เราคนคนเดียว เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย อารมณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แล้วเวลากรรมมันให้ผลขึ้นมา กรรมคือการสุดวิสัยไง เราก็ทำคุณงามความดี เราพยายามสร้างผลดีทั้งนั้นน่ะ แต่ทำไมผลตอบแทนมันเป็นอย่างนี้ๆ

มันเป็นอย่างนี้มันเป็นครั้งมันเป็นคราว ถึงเวลาแล้วทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว

การกระทำของเรา เราจะบอกทำแล้วมันไม่ได้ผล

ทำไปเถอะ ทำความดี ทำความดีเพื่ออะไร

ทำความดีเพราะเชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ข้อวัตรปฏิบัติมันมาตั้ง ๒,๐๐๐กว่าปีมาแล้ว กิจของสงฆ์ ๑๐ อย่างมันมาจากไหน นวโกวาท มันมีใครอุตริคิดขึ้นมา สาวกสาวกะก็ฟังพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แล้วสิ่งนี้มันก็มาจากพระพุทธเจ้า

มันมาจากใคร ใครคิดขึ้นมาเอง มีแต่คนมันเรียนมา ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค กิจของสงฆ์ ๑๐ อย่าง กวาดลานเจดีย์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น วัจจกุฎีวัตร ข้อวัตรต่างๆ มันเป็นกิจของสงฆ์ทั้งนั้นน่ะ

ถ้าสงฆ์ทำอย่างนี้แล้วมันดีตรงไหน

มันดีตรงจิตใจร่มเย็น เป็นพระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วัดวาอาวาสเป็นที่สงบสงัด เป็นที่น่ารื่นรมย์

มันไม่ใช่วัดวาอาวาสอย่างกับซ่องโจร มีแต่โจรจะคอยปล้น มีแต่นักล่าคอยงาบเขาน่ะ แล้วงาบใคร

งาบชาวพุทธไง มีศรัทธาความเชื่อ จะไปทำบุญๆ

ไอ้นี่จะงาบ งาบเขาน่ะ

แต่ถ้ามันเป็นกิจของสงฆ์ วัดเป็นที่รื่นเริง เป็นที่รื่นรมย์ ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีนักล่า ไม่มีใครมางาบ ใครทำบุญ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกคนเข้ามาวัดวาอาวาสมันน่าชื่นใจ มันปลอดโปร่ง มันไม่ระแวงแคลงใจใครทั้งสิ้นน่ะ

เข้าไปวัดแล้ว โอ๋ย! ระวังตัวไปหมดเลยนะ ไม่รู้ใครจะแทงกูก่อน โอ้โฮ! มันน่าทุกข์ ไปวัดนี้อย่างกับไปค่ายกลศึกเลย

แต่ถ้าไปวัดกรรมฐาน วัดที่ครูบาอาจารย์ที่ดีงาม เข้าไปกราบพระ ที่สงบสงัด นั่งสมาธิภาวนา

เห็นไหม เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้มาบวชพระ ได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ฆราวาส เขาเป็นฆราวาสญาติโยม เขามีหน้าที่การงานของเขา เขาจะหาที่สงบสงัดเพื่อจะฝึกหัดปฏิบัติในหัวใจของเขา ที่ไหนที่ปลอดภัย ที่ไหนที่ไม่มีนักล่า ที่ไหนไม่มีมหาโจรคอยงาบ เขาหาที่ร่มเย็นเป็นสุข

นี่กิจของสงฆ์เกิดหรือยัง เห็นผลมันหรือยัง เป็นประโยชน์ไหม

มันเป็นประโยชน์ มันเป็นประโยชน์ในพระพุทธศาสนา มันเป็นที่น่าไว้วางใจของบริษัท ๔ มันเป็นที่น่ารื่นเริง นี่ถ้าเห็นคุณค่า เห็นประโยชน์

เราขยันหมั่นเพียรของเรา แล้วสิ่งนั้นทำแล้วมันรื่นเริง เว้นไว้แต่กิเลส “กูเหนื่อยคนเดียว กูทำคนเดียว กูทุกข์คนเดียว”

ตั้งสติดีๆ เดี๋ยวมันจะเห็นคุณงามความดีเอง แล้วเห็นคุณงามความดีแล้วมันจะรื่นเริง มันจะอาจหาญ จะนั่งสมาธิที่ไหนก็ได้ แล้วนั่งสมาธิมันจะเป็นสมาธิแล้ว

แต่ถ้ามันเป็นปิดหู ทิฏฐิมานะอหังการ พระเจ้าบอกให้ฆ่า ให้ทำลาย

นั่งสมาธิไปเหอะ ทำจนตาย ทำเชิดชูกิเลส ให้กิเลสมันบอกว่ามึงเป็นสมาธิ มึงเชื่อกู มึงเป็นสมาธิ มึงฆ่ามันเลย แล้วจะได้สมาธิ ให้กิเลสมันยิ่งใหญ่ไง มันเป็นสมาธิของกิเลสไง มันเป็นสิ่งที่มารมันเยินยอปอปั้น

ถ้ามารมันเยินยอปอปั้นไง เพราะปิดหู ไม่ฟังธรรม ไม่ฟังธรรมและวินัย ไม่ฟังพระพุทธเจ้า ปิดหูให้มารมันย่ำยี แล้วว่ามันเป็นสมาธิ มันพอใจไง กิเลสเขาก็กิเลสไง กิเลสมันบังเงาไง นั่นน่ะมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด พญามาร

แต่ถ้าเราเปิดของเรา ศึกษาของเรา ค้นคว้าของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ใจจะตัดสินได้ ถูกหรือผิด ใจเรานี้ที่เห็นๆ ผิด มันผิดมามากแล้ว แล้วเวลาเห็นถูก มันถูกอย่างไร ถ้ามันถูกแล้วนะ สิ่งที่เราทำมามันผิดทั้งนั้น แล้วที่มันถูกล่ะ

ถูกแล้วรื่นเริง อาจหาญ ศีลไง ศีลเข้าได้ทุกที่ทุกทาง กำมือไม่มีแผล ฝ่ามือไม่มีแผลจะทำสิ่งใดไม่เจ็บไม่แสบ ฝ่ามือมีแต่แผล หลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าไง

เมื่อก่อนเหมือนกัน เราไปไหน

“ไอ้งบมันไม่กล้า ไปไหนก็หลบๆ ซ่อนๆ”

กูไม่เอาหน้า กูไม่เคยอหังการ แต่ข้อวัตรของกู กูทำเต็มที่ กูทำบูชาพระพุทธเจ้า กูไม่เคยโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น กูทำเพื่อธรรมและวินัย

“แหม! ไปไหนก็ไม่กล้า หลบๆ ซ่อนๆ”

ไอ้พวกหน้าใหญ่นั่นน่ะ ไอ้พวกเชิดหน้าชูตา เจ้าฟ้าเจ้าคุณนั่นน่ะ แล้วมันได้อะไร

ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ถ้าเป็นคนจริง ค้นคว้าสิ กิเลสเต็มหัวใจไม่เห็นว่ะ แปลกฉิบหาย กิเลสทั้งนั้น ดันไม่รู้จัก

คนที่เขามีธรรมเขาอ่อนน้อม อหังการรื่นเริงอาจหาญในธรรม แต่ไม่ใช่หาเหยื่อ โฆษณาตัว โฆษณาชวนเชื่อ นั้นน่ะนักล่า หาแต่กิเลส หาแต่พระเจ้าสร้างให้ทำ พระเจ้าสั่ง ไอ้พวกหลอน กิเลสมึงพาหลอน หลอนจนทำให้ตัวเองร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ ยังไม่รู้จักตัว เอวัง